ภิงสจริยา ว่าด้วยจริยาของภิงสพราหมณ์
By thamma
อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราอยู่ในกรุงกาสี ซึ่งประเสริฐสุด มีน้องหญิงชาย ๗ คน เกิดใน
ตระกูลโสตถิยพราหมณ์ เราเป็นพี่ของน้องหญิงชายเหล่านั้น ประกอบด้วยหิริและธรรมฝ่ายขาว เรา
เห็นภพโดยความเป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในการออกบวช พวกสหายร่วมใจของเรา ที่มารดาและบิดา
ส่งมาแล้ว เชื้อเชิญเราด้วยกามทั้งหลายว่า เชิญท่านดำรงสกุลเถิด คำใดที่สหายเหล่านั้นกล่าวแล้ว
เป็นเครื่องนำสุขมาให้ในธรรมของคฤหัสถ์ คำนั้นเป็นเหมือนคำหยาบ เสมอด้วยผาลไถที่ร้อน
สำหรับเรา ครั้งนั้น เราปฏิเสธอยู่ สหายเหล่านั้นได้ถามถึงความปรารถนาของเราว่า ท่านปรารถนา
อะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม เราผู้ใคร่ประโยชน์แก่ตน ได้กล่าวแก่สหาย ผู้แสวงหา
ประโยชน์เหล่านั้นว่า เราไม่ปรารถนาความเป็นคฤหัสถ์ เรายินดีอย่างยิ่งในการออกบวช สหาย
เหล่านั้นฟังคำเราแล้ว ได้บอกแก่มารดาและบิดา มารดาและบิดาได้กล่าวอย่างนี้ว่า พ่อผู้เจริญ แม้
เราทั้ง ๒ ก็จะบวช มารดาและบิดาของเราทั้ง ๒ และน้องหญิงชายทั้ง ๗ ของเรา ละทิ้งทรัพย์นับไม่
ถ้วน แล้วเข้าไปยังป่าใหญ่ ฉะนี้แล
พราหมณีภรรยาของพราหมณ์ปุโรหิต
By thamma
มารดาบิดาให้ชื่อว่า หัตถิปาลกุมาร แล้วมอบให้นายควาญ
ช้างเลี้ยงไว้ เพื่อป้องกันมิให้กุมารนั้นบวช กุมารนั้น เจริญเติบโตในสำนักของนายควาญช้าง เมื่อ
หัตถิปาลกุมารเดินได้ เทพบุตรองค์ที่สองก็จุติมาบังเกิดในครรภ์ของนางพราหมณีอีก มารดาบิดาก็
ขนานนามให้ว่า อัสสปาลกุมาร และได้เจริญเติบโตในสำนักของคนเลี้ยงม้า บุตรคนที่สามเกิดแล้ว
ขนานนามให้ว่าโคปาลกุมาร มอบให้นายโคบาลเลี้ยงไว้ บุตรคนที่สี่เกิดแล้วขนานนามให้ว่า อช
ปาลกุมาร มอบให้นายอชบาลเลี้ยงไว้ และเจริญเติบโตกับพวกอชบาลเมื่ออายุครบ ๑๖ ปี พระราชา
และพราหมณ์ปุโรหิต จึงปรึกษากันว่า ควรที่จะยกเศวตฉัตรให้ครอบครองราชสมบัติ แต่ยังเกรงว่า
กุมารจะออกบวช ทรงมีพระประสงค์จะทดลองดูก่อน แล้วทั้งสองคนต่างแปลงเพศเป็นฤาษีเที่ยว
ภิกษาจารไปจนถึงประตูนิเวศน์แห่งหัตถิปาลกุมารๆ เห็นบรรพชิตจำแลงเหล่านั้นแล้ว ยินดีมีความ
เลื่อมใส เข้าไปใกล้ ถวายนมัสการแล้วกล่าวคาถาว่า
นานทีเดียวข้าพเจ้าเพิ่งได้พบเห็นผู้มีผิวพรรณดังเทพเจ้า มุ่นชฎาใหญ่ ทรงไว้ซึ่งหาบ
พระศาสดา ทรงปรารภเรื่องมหาภิเนกขัมมบารมี
By thamma
พระศาสดา ทรงปรารภเรื่องมหาภิเนกขัมมบารมี แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดงว่า
ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า กาสิกราช ครองราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี แม้พระองค์จะมีสนม
นารีประมาณหนึ่งหมื่นหกพันคน แต่ก็ไม่มีโอรสหรือธิดาเลย แม้ทรงรับสั่งให้นางสนมเหล่านั้นทำ
การบวงสรวงเทพเทวดา ก็ไม่สำเร็จ ฝ่ายอัครมเหสีพระนามว่าจันทาเทวี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสีลาจาร
วัตร พระราชาทรงรับสั่งให้พระนาง ปรารถนาพระโอรส พระเทวีทรงนึกถึงศีลของพระองค์ ได้ทรง
กระทำสัจจกิริยาว่า ถ้าข้าพเจ้ารักษาศีลไม่ขาด ขอบุตรของข้าพเจ้าจงเกิดขึ้นด้วยสัจจวาจานี้ พระ
โพธิสัตว์ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางจันทาเทวี พระนางทรงทราบว่าตั้งครรภ์ จึงกราบทูล
แด่พระราชา ครบกำหนดแล้ว ก็ประสูติพระโอรส และได้ทรงขนานพระนามว่า เตมิยกุมาร เมื่อพระ
โพธิสัตว์มีพระชนม์ได้หนึ่งเดือน พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระโอรส ทรงให้ประทับบนพระ
เพลา ขณะนั้นพวกราชบุรุษนำโจร ๔ คนมาหน้าที่นั่ง พระราชา มีพระราชดำรัสสั่งให้ลงโทษโจร
เหล่านั้นอย่างโหดร้าย
นายสารถีให้พระมหาสัตว์ขึ้นราชรถ
By thamma
แล้ว มุ่งหน้านำไปป่าช้าผีดิบ รถแล่นออกจากพระนครไปได้สามโยชน์ ถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่ง นายสารถีเข้าใจว่าเป็น ป่าช้าผีดิบ จึงหยุดรถแล้วลงมือขุดหลุม ขณะที่นายสารถีกำลังขุดหลุม พระเตมีย์กุมารลงจากรถ ทรงประสงค์จะทดลองกำลัง จึงทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งจับราชรถยกขึ้นเหนือพระเศียร ทรงแสดงตนให้นายสารถีทราบแล้ว มอบให้นายสารถีเป็นผู้ไปส่งข่าวให้พระราชบิดาและพระมารดาทรงทราบ แล้วอธิฐานบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญสมณธรรม จนได้บรรลุฌานสมาบัติในวันนั้นเอง
เมื่อพระเจ้ากาสีและพระเทวี ทรงทราบเรื่องจากนายสารถี จึงจัดขบวนเสด็จอย่าง
ยิ่งใหญ่ ไปเยี่ยมพระกุมาร เมื่อเสด็จไปถึงแล้วทรงโสมนัสยินดียิ่งนัก ทรงสดับธรรมกถา ที่พระเต
มีย์แสดงให้ฟังแล้ว พระราชาและพระเทวี พร้อมทั้งข้าบริพารขอบวชเป็นฤาษี ไม่นานนักก็ได้บรรลุ
ฌานสมาบัติ สิ้นชีพแล้วได้ไปเกิดในพรหมโลก
หากพิจารณาจะเห็นว่าการบำเพ็ญบารมีของพระเตมีย์ ก็น่าจะเป็นเนกขัมมบารมีมิใช่
ตามที่ได้ยกมาอ้างจากพระสูตรและอรรถกถา
By thamma
ตามที่ได้ยกมาอ้างจากพระสูตรและอรรถกถาทำให้ทราบได้ว่า ก่อนที่จะได้
สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ทำประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นอเนกอนันต์นั้น ต้องมีความมุ่งมั่นบำเพ็ญบารมี
อย่างเด็ดเดี่ยว นับชาติไม่ถ้วน ซึ่งการบำเพ็ญบารมีในแต่ละชาตินั้น ก็จะบำเพ็ญบารมีหลาย ๆ
ประการไปพร้อมกัน แต่อาจมีบางประการที่จะเน้นให้เด่นชัดในชาตินั้นๆ โดยเฉพาะการบำเพ็ญ
เนกขัมมบารมี ต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยวและกล้าเสียสละอย่างแรงกล้า ทุกอย่างแม้ชีวิต ดังในอรรถกถา
ขุททกนิกาย จริยาปิฎกท่านกล่าวว่า
บทว่า เนกฺขมฺเม ปารมึ คนฺตฺวา คือถึงบารมีในการออกบวชครั้งใหญ่ ๓ อย่าง อุกฤษฏ์
อย่างยิ่ง ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์สละราชสมบัติยิ่งใหญ่ แล้วบำเพ็ญ
เนกขัมมบารมี ในกาลที่มาแล้วในจริยานี้ อย่างนี้คือ ในกาลเป็นยุธัญชยบัณฑิตในกาลเป็นโสมนัส
กุมารและในกาลเป็นหัตถิปาลกุมาร ในกาลเป็นมฆเทวะอนึ่ง เนกขัมมบารมีของพระมหาสัตว์นั้น ผู้
สละราชสมบัติออกบวช เพราะไม่เกี่ยวข้องอย่างนี้ว่า
เราสละราชสมบัติอันใหญ่หลวง ที่อยู่ในเงื้อมมือ ดุจถ่มก้อนน้ำลาย
ความอิสระในทางจิต
By thamma
นั้นก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติ จะปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน
และจะทำใจนี้ให้เป็นอิสระได้มากน้อยอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติในขณะที่ได้บำเพ็ญ
เนกขัมมบารมี ฉะนั้น การออกบวชจึงถือว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความอดทน
ความเพียรพยายาม เพื่อที่จะเปลื้องตนออกจากความทุกข์ทั้งมวล
อีกนัยหนึ่ง คำว่าเนกขัมมะนั้นแปลว่า การปลีกตนออกจากกาม๔๗ คำว่า กาม ศัพท์นี้
หมายถึง ความรัก ความยินดีที่มีต่อรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เป็นการปลีกตนเองออกจากกาม
จากเครื่องเกี่ยวข้องเครื่องผูกพันต่างๆ ในสมัยที่พระพุทธองค์เป็นพระโพธิสัตว์อยู่จะต้องบำเพ็ญ
บารมีทั้ง ๑๐ ข้อ ให้บริบูรณ์ในแต่ละภพแต่ละชาติ แล้วแต่ว่าจะถือบารมีข้อใดข้อหนึ่งเด่นชัดขึ้นมา
เท่านั้น และต้องครบทั้ง ๑๐ ข้อ เนกขัมมะนี้ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่พระเตมีย์ทรงปรารถนาการออกบวช
การที่จะบำเพ็ญเนกขัมมบารมีได้นั้น จะต้องมีเหตุที่เป็นจุดเปลี่ยนในการดำเนินชีวิตของพระองค์
ซึ่งน่าจะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน
สรุปได้ว่า เหตุแห่งการบำเพ็ญเนกขัมมบารมีได้ดังนี้ ๔๘ ความหน่ายต่อโลกียะ เพราะได้




January 24th, 2012